หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ยุคแรกของอารยธรรมมนุษย์ที่ยังคงอยู่ดีจนทุกวันนี้คือ โหราศาสตร์ ไม่มีบันทึกว่าโหราศาสตร์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร อาจเพราะเวลากลางคืนว่างเปล่าและยาวเกินไป มนุษย์จึงเงยหน้ามองดูจุดระยิบระยับบนฟ้าราตรี และปล่อยให้จินตนาการทำหน้าที่ของมันไป
ไม่ช้านาน คนโบราณก็โยงจุดไฟบนฟ้าเหล่านั้นเข้ากับตำนานแห่งเทพเจ้า เกิดเป็นความเชื่อว่า เทพเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์สามารถกำหนดสิ่งเป็นไปบนโลกและวิถีชีวิตของทุกๆ คน
คาร์ล ซาแกน นักคิด นักดาราศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของอเมริกาจึงกล่าวว่า มนุษย์จินตนาการว่า จักรวาลถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์และการจัดรูปแบบให้มนุษย์ใช้
พูดสั้นๆ คือ จักรวาลมีตัวตนเพื่อมนุษย์
ทว่า..เมื่อมองท้องฟ้าไกลออกไป เราพบว่ามีดวงดาวในจักรวาลที่เรารู้จักเพียงแห่งเดียวมากกว่าจำนวนเม็ดทรายทั้งหมดบนโลกนี้รวมกัน กระจายไปตามที่ว่างเปล่าแสนไพศาลของจักรวาล มิพักเอ่ยถึงความเป็นไปได้ของจักรวาลอื่นๆ อีกทั้งตำแหน่งของโลกในทางช้างเผือกก็มิได้มีความพิเศษกว่าดาวดวงอื่นๆ แต่อย่างใด ความเป็นไปได้ที่จักรวาลถูกสร้างเพื่อให้มนุษย์ใช้อย่างเดียวจึงน้อยยิ่งกว่าน้อย และความเป็นไปได้ที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่กำหนดวิถีชีวิตของคน รุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงยิ่งน้อยเข้าไปอีก ทั้งนี้เพราะจักรวาลใหญ่เกินไป ระยะเวลาของมนุษย์ที่ปรากฏบนโลกใบนี้สั้นเกินไป และสาระของความเป็นมนุษย์นั้นไร้ความหมายใดๆ
โหราศาสตร์โบราณเลือกใช้ดวงดาวบางดวงในการกำหนดว่าพวกมันมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากคนโบราณยังไม่มีเครื่องมือที่จะส่องดูสิ่งที่เป็นไปในดาราจักรอื่นๆ พวกเขาจึงยังไม่รู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า หลุมดำ พัลซาร์ ควอซาร์ เนบิวลา ฯลฯ แม้กระทั่งดาวเคราะห์และดวงจันทร์ที่ยังค้นไม่พบจนกระทั่งศตวรรษที่ยี่สิบ
ความจริงที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ฟังคือ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาอิทธิพลของดวงดาวต่อมนุษย์มานานหลายสิบปี และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวว่า ดวงดาวสามารถลิขิตชะตาชีวิตมนุษย์ได้
การมองโลกโดยใช้ตัวเองเป็นใหญ่ในยุคที่ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์และยานอวกาศนั้น ไม่อาจจัดว่าเป็นความเขลา แต่การโอบรับความเชื่อที่สืบทอดกันมาโดยปฏิเสธที่จะไขว่คว้าหาความรู้จริงเกี่ยวกับความเชื่อนั้นอาจจัดว่าเป็นโมหะชนิดหนึ่ง
ในสหรัฐอเมริกาจำนวนนักโหราศาสตร์มีมากกว่านักดาราศาสตร์ถึงสิบเท่าตัว ในเมืองไทยมีนักโหราศาสตร์นับหมื่นๆ คน ขณะที่มีนักจักรวาลวิทยาเพียงคนเดียว
ทว่ามองในอีกมุมหนึ่ง การที่บอกว่า ดวงดาวไร้อิทธิพลต่อมนุษย์อาจเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เนื่องจากมนุษย์ทุกคนเกิดมาจากเศษซากของดวงดาว
ความเป็นไปของสรรพสิ่งในจักรวาลคือการเปลี่ยนแปลงสภาพ จากสภาวะไร้รูปมาเป็นสภาวะที่มีตัวตน และจากตัวตนไปสู่ความไร้รูปเช่นเดิม ตั้งแต่วินาทีแรกของจักรวาล การแปลงลักษณ์เริ่มจากการที่อะตอมพื้นฐานของจักรวาลคือไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็นอะตอมของธาตุต่างๆ ที่ซับซ้อนขึ้น อะตอมของธาตุต่างๆ เหล่านี้นี่เองที่ประกอบตัวขึ้นเป็นกลุ่มเนบิวลากับดวงดาว และประกอบตัวใหม่เป็นสรรพสิ่ง ตั้งแต่ภูเขา ท้องฟ้า ทะเล แม่น้ำ ก้อนกรวด เม็ดทราย ไปจนถึงชีวิต มนุษย์จึงมีธาตุพื้นฐานเดียวกับภูเขา ท้องฟ้า ทะเล แม่น้ำ ก้อนกรวด เม็ดทราย ฯลฯ
มนุษย์คือการรวมตัวใหม่ของเศษซากของดวงดาว และเมื่อถึงกำหนดอายุขัยของมัน ธาตุทั้งปวงที่ประกอบกันเป็นเราก็ แปลงลักษณ์ อีกครั้งหนึ่ง ที่เราเรียกว่า ความตาย
มองในนัยนี้จะเห็นว่า มนุษย์เกิดมาจากความว่างเปล่า คงสภาพอยู่เพียงชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็จากไป เป็นเช่นนี้จนถึงวันหนึ่งที่รูปแบบชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์สลายไป อาจพร้อมกับการสูญสิ้นโลกหรืออาจจะเกิดขึ้นก่อนด้วยน้ำมือของเราเอง
หากมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ถึงเวลานั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องตกงาน
ความแตกต่างของชีวิตหนึ่งกับอีกชีวิตหนึ่งจึงมิใช่อยู่ที่ว่าเราจะรู้ก่อนล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันด้วยตัวเราเอง เมื่อนั้นเราจะรู้สึกว่าการเกิดมาในจักรวาลในช่วงเวลาสั้นแสนสั้นนี้มีความหมายน่าจดจำ แม้เมื่อสิ้นโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปแล้ว
ขอขอบคุณบทความ
จาก..คุณวินทร์ เลียววาริณ
edit @ 2007/07/13 12:38:41