2007/Jul/12

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ยุคแรกของอารยธรรมมนุษย์ที่ยังคงอยู่ดีจนทุกวันนี้คือ โหราศาสตร์ ไม่มีบันทึกว่าโหราศาสตร์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร อาจเพราะเวลากลางคืนว่างเปล่าและยาวเกินไป มนุษย์จึงเงยหน้ามองดูจุดระยิบระยับบนฟ้าราตรี และปล่อยให้จินตนาการทำหน้าที่ของมันไป



ไม่ช้านาน คนโบราณก็โยงจุดไฟบนฟ้าเหล่านั้นเข้ากับตำนานแห่งเทพเจ้า เกิดเป็นความเชื่อว่า เทพเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์สามารถกำหนดสิ่งเป็นไปบนโลกและวิถีชีวิตของทุกๆ คน


คาร์ล ซาแกน นักคิด นักดาราศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของอเมริกาจึงกล่าวว่า มนุษย์จินตนาการว่า จักรวาลถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์และการจัดรูปแบบให้มนุษย์ใช้


พูดสั้นๆ คือ จักรวาลมีตัวตนเพื่อมนุษย์


ทว่า..เมื่อมองท้องฟ้าไกลออกไป เราพบว่ามีดวงดาวในจักรวาลที่เรารู้จักเพียงแห่งเดียวมากกว่าจำนวนเม็ดทรายทั้งหมดบนโลกนี้รวมกัน กระจายไปตามที่ว่างเปล่าแสนไพศาลของจักรวาล มิพักเอ่ยถึงความเป็นไปได้ของจักรวาลอื่นๆ อีกทั้งตำแหน่งของโลกในทางช้างเผือกก็มิได้มีความพิเศษกว่าดาวดวงอื่นๆ แต่อย่างใด ความเป็นไปได้ที่จักรวาลถูกสร้างเพื่อให้มนุษย์ใช้อย่างเดียวจึงน้อยยิ่งกว่าน้อย และความเป็นไปได้ที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่กำหนดวิถีชีวิตของคน รุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงยิ่งน้อยเข้าไปอีก ทั้งนี้เพราะจักรวาลใหญ่เกินไป ระยะเวลาของมนุษย์ที่ปรากฏบนโลกใบนี้สั้นเกินไป และสาระของความเป็นมนุษย์นั้นไร้ความหมายใดๆ

โหราศาสตร์โบราณเลือกใช้ดวงดาวบางดวงในการกำหนดว่าพวกมันมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากคนโบราณยังไม่มีเครื่องมือที่จะส่องดูสิ่งที่เป็นไปในดาราจักรอื่นๆ พวกเขาจึงยังไม่รู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า หลุมดำ พัลซาร์ ควอซาร์ เนบิวลา ฯลฯ แม้กระทั่งดาวเคราะห์และดวงจันทร์ที่ยังค้นไม่พบจนกระทั่งศตวรรษที่ยี่สิบ

ความจริงที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ฟังคือ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาอิทธิพลของดวงดาวต่อมนุษย์มานานหลายสิบปี และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวว่า ดวงดาวสามารถลิขิตชะตาชีวิตมนุษย์ได้



การมองโลกโดยใช้ตัวเองเป็นใหญ่ในยุคที่ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์และยานอวกาศนั้น ไม่อาจจัดว่าเป็นความเขลา แต่การโอบรับความเชื่อที่สืบทอดกันมาโดยปฏิเสธที่จะไขว่คว้าหาความรู้จริงเกี่ยวกับความเชื่อนั้นอาจจัดว่าเป็นโมหะชนิดหนึ่ง

ในสหรัฐอเมริกาจำนวนนักโหราศาสตร์มีมากกว่านักดาราศาสตร์ถึงสิบเท่าตัว ในเมืองไทยมีนักโหราศาสตร์นับหมื่นๆ คน ขณะที่มีนักจักรวาลวิทยาเพียงคนเดียว

ทว่ามองในอีกมุมหนึ่ง การที่บอกว่า ดวงดาวไร้อิทธิพลต่อมนุษย์อาจเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เนื่องจากมนุษย์ทุกคนเกิดมาจากเศษซากของดวงดาว

ความเป็นไปของสรรพสิ่งในจักรวาลคือการเปลี่ยนแปลงสภาพ จากสภาวะไร้รูปมาเป็นสภาวะที่มีตัวตน และจากตัวตนไปสู่ความไร้รูปเช่นเดิม ตั้งแต่วินาทีแรกของจักรวาล การแปลงลักษณ์เริ่มจากการที่อะตอมพื้นฐานของจักรวาลคือไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็นอะตอมของธาตุต่างๆ ที่ซับซ้อนขึ้น อะตอมของธาตุต่างๆ เหล่านี้นี่เองที่ประกอบตัวขึ้นเป็นกลุ่มเนบิวลากับดวงดาว และประกอบตัวใหม่เป็นสรรพสิ่ง ตั้งแต่ภูเขา ท้องฟ้า ทะเล แม่น้ำ ก้อนกรวด เม็ดทราย ไปจนถึงชีวิต มนุษย์จึงมีธาตุพื้นฐานเดียวกับภูเขา ท้องฟ้า ทะเล แม่น้ำ ก้อนกรวด เม็ดทราย ฯลฯ

มนุษย์คือการรวมตัวใหม่ของเศษซากของดวงดาว และเมื่อถึงกำหนดอายุขัยของมัน ธาตุทั้งปวงที่ประกอบกันเป็นเราก็ แปลงลักษณ์ อีกครั้งหนึ่ง ที่เราเรียกว่า ความตาย

มองในนัยนี้จะเห็นว่า มนุษย์เกิดมาจากความว่างเปล่า คงสภาพอยู่เพียงชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็จากไป เป็นเช่นนี้จนถึงวันหนึ่งที่รูปแบบชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์สลายไป อาจพร้อมกับการสูญสิ้นโลกหรืออาจจะเกิดขึ้นก่อนด้วยน้ำมือของเราเอง

หากมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ถึงเวลานั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องตกงาน

ความแตกต่างของชีวิตหนึ่งกับอีกชีวิตหนึ่งจึงมิใช่อยู่ที่ว่าเราจะรู้ก่อนล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันด้วยตัวเราเอง เมื่อนั้นเราจะรู้สึกว่าการเกิดมาในจักรวาลในช่วงเวลาสั้นแสนสั้นนี้มีความหมายน่าจดจำ แม้เมื่อสิ้นโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปแล้ว

ขอขอบคุณบทความ

จาก..คุณวินทร์ เลียววาริณ



edit @ 2007/07/13 12:38:41

2007/May/03

บางที.... การอยู่คนเดียวไม่รักใคร

อาจไม่ทำให้รู้สึกอ้างว้าง... อ่อนแออย่างที่คิดไว้

กลับตรงกันข้าม...

มันอาจทำให้สมองและหัวใจ ได้หยุดพัก ได้หยุดทำร้ายสุขภาพจิต ได้เป็นตัวของตัวเอง

เพราะ...

บ่อยครั้งที่ ความรัก และ การรักใคร

ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังทำร้าย และ สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

และบางที... หากเรารู้จักเข้มแข็ง และ อดทน

ก็จะได้รู้ว่า... "ความรัก และ กำลังใจ"

ที่เรามักจะร้องขอ และ เคยต้องการจากคนอื่นเหมือนที่ผ่านมา

จริง-จริงแล้ว เราลืมไปว่า...

ตัวเราเองต่างหากที่ให้ได้ที่สุด.. และ ..มากที่สุด

น้อยนักที่จะมีใครมารัก และ เข้าใจ คอยเคียงข้างเราได้ตลอดเวลา

ลองเอาคำว่า.. "ผู้ให้" ที่เรามักเป็นอยู่เสมอ.. มาใช้กับตัวเองดูบ้าง

อย่า...คอยแคร์ แต่ ความรู้สึกของคนอื่น จนทำให้เราต้องฝืน "ลืมแคร์ความรู้สึกตัวเอง"

มองโลกในแง่ดีให้น้อยลงกว่าเดิมนิดนึง..

อย่าทำอะไรแบบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนเคย

อยู่กับสังคม แคบ-แคบ ที่มีแต่.. "คนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ" ก็พอ

ทำอย่างที่ใจต้องการ

izumi

2007/May/02

คุณหมอฟันนัดรักษารากฟัน ณ เวลา18.00 น. (เมื่อผู้ช่วยบอกว่ามาก่อนหน้านี้ก็ได้นะ เผื่อคนไข้ก่อนหน้านี้เสร็จเร็ว)

..

ถึงคลินิคหมอฟัน 17.30 น. คนตรึมเลยอ่ะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเรานัดแล้ว..55+

รอเดี๋ยว 18.00 น. คงถึงคิวเราแล้วล่ะ

พอเสียงเพลงเคารพธงชาติดังจากโทรทัศน์..55+ ถึงเวลาของเราแล้ววววววววววว

.

ณ เวลา 18.05 น. IzumI: (คิดว่า)..เดี่ยวคงเรียกเราแล้วล่ะ

ณ เวลา 18.30 น. เปาบุ้นจิ้น เริ่มฉาย ก็ยังไม่เรียกเรา

ณ เวลา 19.00 น. เปาบุ้นจิ้นจบ เย้ๆ เรียกเราแล้ว (คิดในแง่ดี.. อ้อที่จริงก็ให้เราดูเปาปุ้นจิ้นก่อนนี่เอง55+)

สรุปแล้ว.. นัด18.00น. แต่ให้มาก่อนเวลาก็ได้ สุดท้ายก็ช้าไปหนึ่งชั่วโมงจากใบนัด..55+

.

เข้าพบหมอฟัน...

คุณหมอฟัน: เดี๋ยวฉีดยาชาก่อนนะค่ะ เจ็บหน่อยนะ

IzumI: ยิ้มรับ แล้วก็จับพนักแขนไว้แน่นเลย สู้ๆ

คุณหมอฟัน: เรียบร้อยแล้วค่ะ

IzumI: อ้าว..ไม่รู้สึกเลยค่ะ คุณหมออำนู๋ป่าวค่ะ ว่าเจ็บ

คุณหมอฟัน: ก็คุณหมอกลัวนู๋เจ็บไง ให้เตรียมใจไว้ เพราะคนอื่นเค้าเจ็บ

คุณหมอฟัน: เริ่มชารึยังค่ะ

IzumI: เริ่มชาตรงปลายลิ้น แล้วก็ริมฝีปากค่ะ แต่ตรงฟัน นู๋ไม่ทราบจริงๆ

คุณหมอฟัน: ถ้างั้นก็ชาแล้วล่ะ จะเริ่มแล้วนะ

IzumI:อุ๊ย!! เจ็บค่ะ

คุณหมอฟัน: โห่ ยังไม่ชาหรอ งั้นอีกเข็มนะ

IzumI: ยิ้มรับ ค่ะ

IzumI: โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!! คราวนี้ฉีดยาชาเจ็บของจริงเลยล่ะ 55+ อูยยยยย..

คุณหมอฟัน: นู๋คนนี้ร้ายกาจจริงๆต้องฉีดยาชาถึงสองเข็มถึงจะชา

แต่..

.

หารู้ไม่ บางที่ก็ยังจี๊ดๆ สะดุ้งเป็นที เป็นครั้งไป

กว่าจะเรียบร้อยก็ 20.30 น.

คราวนี้คุณหมอนัด ให้เลือกวันเวลาเอง...

พอบอกเวลาไป คุณหมอลงเวลาเรียบร้อย แล้วบอกกลับมาว่า มาช้ากว่าที่นัดสักครึ่งชั่วโมงก็ได้นะ 55+

.

.

พอกลับมาถึงบ้าน..

ก็ครุ่นคิดว่า เอ๊ะ! ทำไมเราฉีดยาชาตั้งสองเข็มแหนะ แล้วก็ยังมีเจ็บนิดๆด้วยนะ

ฉีดยาชาสองเข็ม เป็นเพราะเราเป็นคน ด้านชาหรอ ก็ไม่น่าจะใช่เนอะ

เพราะถ้าเป็นคนด้านช้า ก็ต้องชาสิ ไม่ต้องใช้ยาชาถึงสองเข็มหรอก

หรือ...

เป็นคนอ่อนไหว โดนอะไรนิดหน่อยก็รู้สึก ก็ไม่นะ หรือว่าใช่ โอ๊ย!! ไม่คิดล่ะปวดฟัน..หุหุ

เอาเป็นว่าเราคงเป็นคนอ่อนไหว แต่ไม่อ่อนแอ ไม่ด้านชา เพราะยังรู้สึก..อิอิ